วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D Printer) เป็นนวัตกรรมคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ของโลก

ครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D Printer) เป็นนวัตกรรมคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ของโลก โดยการสร้างหุ่นจำลอง 3 มิติ ที่ท่านต้องการตรวจสอบงานออกแบบให้กับทีมงาน หรือนำไปเสนอผลงานออกแบบให้กับลูกค้า จากการสร้างโมเดล 3 มิติ (3D Models) โปรแกรมโมเดล 3 มิติทั่วไป แล้วนำมาสั่งพิมพ์ โดยเครื่องพิมพ์ 3 มิติจะทำการพ่นเรซิน มาทีละชั้นๆ ทำให้ได้หุ่นจำลองตามขนาดที่ต้องการ 





โมเดล 3 มิติ จากคอมพิวเตอร์










สั่งพิมพ์ 3 มิติ









หุ่นจำลอง 3 มิติ







ซึ่งเครื่องพิมพ์ 3 มิติ มีตั้งแต่ขนาดเล็ก จนถึงขนาดใหญ่ มีทั้งรุ่นพิมพ์ได้ สีเดียว (Monochome) และหลายสี (Multicolors) ให้ท่านได้เลือก 

การสร้างหุ่นจำลองด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้ ทำให้ท่านทำงานออกแบบได้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น แม่นยำ รวดเร็ว ต้นทุนต่ำกว่าเดิม และทำให้ลูกค้า หรือผู้พบเห็นเกิดความประทับใจในผลงานออกแบบมากยิ่งขึ้น 

บริษัท ทูพลัส ซอฟท์ จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายแต่งตั้งโดยตรง (Authorized Dealer) จาก Z Corporation, USA.ได้เลือกผลิตภัณฑ์ของ ZPrinter ซึ่งผลิตภัณฑ์จาก USA ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่นิยมใช้กันมากที่สุดในโลกด้านงานสถาปัตยกรรม และการก่อสร้าง 

แหล่งที่มา : http://livetrend.blogspot.com/2012/05/3-3d-printer.html

เทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร

เทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร

เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) คือ การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสารสนเทศ ทำให้สารสนเทศมีประโยชน์ และใช้งานได้กว้างขวางมากขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศรวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่จะรวบรวม จัดเก็บ ใช้งาน ส่งต่อ หรือสื่อสารระหว่างกัน ในระบบสารสนเทศนั้นประกอบด้วย 5 ส่วนหลักๆ ได้แก่ บุคลากร ขั้นตอนการทำงาน ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และข้อมูล ปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของประชาชน ทั้งด้านการติดต่อสื่อสาร การเป็นแหล่งข้อมูลความรู้ การดำเนินธุรกิจ และอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน
เทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) มาจากคำว่า “เทคโนโลยี” รวมกับคำว่า “สารสนเทศ” “เทคโนโลยี” หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์   เครื่องมือ เครื่องจักรวัสดุ หรือ แม้กระทั่งสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ระบบหรือกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น  “สารสนเทศ” หมายถึง ข้อมูล ข้อเท็จจริง ข่าวสาร ความรู้ ที่ได้มีการบันทึก ประมวลหรือดำเนินการด้วยวิธีใดๆไว้ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์และเผยแพร่ทั้งส่วนบุคคลและสังคม  ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสารสนเทศ ทำให้สารสนเทศมีประโยชน์ และใช้งานได้กว้างขวางมากขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศรวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่จะรวบรวม จัดเก็บ ใช้งาน ส่งต่อ หรือสื่อสารระหว่างกัน เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องโดยตรงกับเครื่องมือเครื่องใช้ในการจัดการ สารสนเทศ ซึ่งได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง ขั้นตอน วิธีการดำเนินการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ เกี่ยวข้องกับตัวข้อมูล เกี่ยวข้องกับบุคลากร เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีการดำเนินงานเพื่อให้ข้อมูลเกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้แล้วยังรวมไปถึง โทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์ โทรสาร หนังสือพิมพ์ นิตยสารต่างๆ ฯลฯ
องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ
ในระบบสารสนเทศนั้นประกอบด้วย 5 ส่วนหลักๆ ได้แก่ บุคลากร ขั้นตอนการทำงาน ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และข้อมูล
1) บุคลากร เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เพราะบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจวิธีการในการดำเนินการ และจัดการเกี่ยวกับสารสนเทศทั้งหมด บุคลากรจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
2) ขั้นตอนการปฏิบัติ หมายถึง ระเบียบวิธีการปฏิบัติงานในการจัดเก็บรักษาข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่จะทำให้เป็นสารสนเทศได้ เช่น การกำหนดให้มีการป้อนข้อมูลทุกวัน การปรับปรุงแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องอยู่เสมอ
3) เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือฮาร์ดแวร์ เป็นอุปกรณ์ที่ประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งประกอบด้วยคีย์บอร์ด เมาส์ จอภาพ หน่วยระบบ และอุปกรณ์อื่นๆ เครื่องคอมพิวเตอร์หรือฮาร์ดแวร์
จะถูกควบคุมโดยซอฟต์แวร์
เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการสารสนเทศ 
4) ซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมในระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) และซอฟท์แวร์แอพพลิเคชั่น (Application Software) เป็นชุดคำสั่งที่เรียงเป็นลำดับขั้นตอน
มีหน้าที่สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามวัตถุประสงค์ และประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
5) ข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบุคคล วัตถุหรือสถานที่ ข้อมูลมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะใช้เป็นเครื่องช่วยในการวางแผนงานการบริหารจัดการ ดังนั้นข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง มีความเที่ยงตรง สามารถเชื่อถือได้ มีความเป็นปัจจุบัน สามารถตรวจสอบได้ และมีความสมบูรณ์ชัดเจน 
บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้การกระจายข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว และยังสื่อสารแบบสองทิศทาง ด้วยเหตุนี้ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมจึงแตกต่างจากในอดีตมาก ดังจะเห็นได้จากวิกฤตการณ์ทางด้านเศรษฐกิจจากประเทศหนึ่งมีผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ผลของความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายด้าน อาทิเช่น

- การเปลี่ยนเป็นสังคมสารสนเทศ  ปัจจุบันสังคมโลกกำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมสารสนเทศ โดยคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารมีบทบาทในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การซื้อสินค้าและบริการทางอินเทอร์เน็ต การทำงานผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รวมถึงก่อให้เกิดสังคมออนไลน์ทั้งเว็บบล็อก (Web Blog) เว็บไซต์วีดิโอออนไลน์ เว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์ค เป็นต้น
- การทำงานที่ไร้เงื่อนไขของเวลาและสถานที่  เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดสภาพทางการทำงานแบบทุกสถานที่และทุกเวลา โดยการโต้ตอบผ่านระบบเครือข่าย ทำให้ขยายขอบเขตการทำงานไปทุกหนทุกแห่งและดำเนินการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- ระบบเศรษฐกิจเชื่อมโยงทั่วโลก  เทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจซึ่งเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีสารสนเทศมีส่วนเอื้ออำนวยให้การดำเนินการมีขอบเขตกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ระบบเศรษฐกิจของโลกจึงผูกพันกับทุกประเทศและเชื่อมโยงกันแนบแน่นขึ้น
           -   
เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้งานใหม่ๆ เช่น ระบบระบุพิกัดบนพื้นโลก (Global Positioning System, GPS) ซึ่งสามารถกำหนดพิกัดของสถานที่ต่าง ๆ การสำรวจ การเดินทาง และใช้เป็นระบบติดตามรถยนต์ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้กับการสืบค้นข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมทางอินเทอร์เน็ต เช่น โปรแกรม Google Earth 




แหล่งที่มา : http://www.ictkm.info/content/detail/14.html

การศึกษาทางไกล (Distance Learning)

การศึกษาทางไกล (Distance Learning)
ความหมาย คือ สื่อการเรียนการสอนทางไกลซึ่งผู้เรียนจะเรียนด้วยตัวเองที่บ้าน โดยไม่ต้องเดินทางไปเรียนยังสถาบันการศึกษา และสมัครเรียนได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาเท่านั้น
          สาเหตุและปัจจัยสำคัญที่ทำก่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาในรูปแบบของ "การศึกษาทางไกล หรือการศึกษาไร้พรมแดน" คือ การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี การผสมผสานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคม ที่ก่อให้เกิดเทคโนโลยีสารสนเทศ และภาวะการขยายตัวอย่างรวดเร็วของประชากร ทำให้สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ต้องขยายพื้นที่การจัดการศึกษาเพิ่มมากขึ้น
          การศึกษาทางไกล (Distance Learning) จึงหมายถึงการเรียนการสอนที่ผู้เรียนและผู้สอนอยู่ไกลกัน ใช้วิธีการถ่ายทอดเนื้อหาสาระและประสบการณ์โดยอาศัยสื่อประสมในหลายรูปแบบ ได้แก่ สื่อที่เป็นหนังสือ สื่อทางไปรษณีย์ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ การประชุมทางไกลด้วยภาพและเสียง (Video Conference) อินเตอร์เน็ต (Internet)และการสอนเสริม เป็นต้น รวมทั้งการใช้ศูนย์บริการการศึกษาเป็นหลัก ช่วยให้ผู้เรียนที่อยู่ต่างถิ่นต่างที่กันสามารถศึกษาหาความรู้ได้
          การศึกษาทางไกล เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่เกิดขึ้นในสมัยศตวรรษที่ ๒๐ เพื่อสนองความต้องการของสังคมปัจจุบันซึ่งเป็นสังคมข่าวสาร หรือสังคมของการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม เป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาไปสู่บุคคลกลุ่มต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ทำให้เกิดการศึกษาตลอดชีวิต ที่บุคคลสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง
          ความสำคัญของการศึกษาทางไกล
          1. เป็นการเพิ่มทางเลือกในการกระจายโอกาส และยกระดับการศึกษาของผู้เรียน
          2. เป็นตัวการเปลี่ยนแปลงกระบวนวิธีการเรียนรู้และการจัดการศึกษาของสังคมในปัจจุบันและอนาคต
          3. ช่วยสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดอุปสรรคด้านทรัพยากร สถานที่ เวลา และบุคลากร
          4. ช่วยลดภาระของครูทั้งในด้านการเตรียมการ การใช้เวลา และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียน การสอนให้มีคุณภาพ
          5. การเรียนการสอนทางไกลสามารถ "แพร่กระจาย" และ "เข้าถึง" ตัวบุคคลได้อย่างหลากหลายและกว้างขวาง
          องค์ประกอบหลักของการศึกษาทางไกล
         1. ผู้เรียน จะเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนมีอิสระในการกำหนดเวลา สถานที่ และวิธีเรียนของตนเอง โดยสามารถเรียนรู้ได้จากแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น จากการสอนโดยผ่านการสื่อสารทางไกล วีดิทัศน์ที่ผลิตเป็นรายการ วีดิทัศน์ที่บันทึกจากการสอน ตำรา หนังสือ เอกสารประกอบการสอนในรูปของบทเรียนด้วยตนเอง คอมพิวเตอร์ช่วยสอน และระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
         2. ผู้สอน จะเน้นการใช้สื่อการสอนที่มีคุณภาพและีหลากหลายรูปแบบซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง หรือ
เรียนเสริมในภายหลัง เนื่องจากผู้สอนมีโอกาสพบผู้เรียนโดยตรงน้อยมาก คือมีโอกาสพบปะผู้เรียนแบบเผชิญหน้าในตอนแรกและตอนท้ายของภาคเรียน หรือไปสอนเสริมในบางบทเรียนที่พิจารณาเห็นว่ายากต่อการเข้าใจเท่านั้น
         3. การจัดระบบบริหารและบริการ เป็นการจัดโครงสร้างอื่นมาเสริมการสอนทางไกลโดยตรง เช่น อาจมีครูที่ปรึกษาประจำตัว ผู้เรียน มีศูนย์บริการการศึกษาที่ใกล้ตัวผู้เรียน รวมทั้งระบบการผลิตและจัดส่งสื่อให้ผู้เรียนโดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพ
         4. การควบคุมคุณภาพ จะจัดทำอย่างเป็นระบบ และดำเนินการอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยเน้นการควบคุมคุณภาพในด้านองค์ประกอบของการสอนทางไกล เช่น ขั้นตอนการวางแผน กระบวนการเรียนการสอน วิธีการประเมินผล และการปรับปรุงกระบวนการ เป็นต้น
         5. การติดต่อระหว่างผู้เรียน ผู้สอน และสถาบันการศึกษา เป็นการติดต่อแบบ ๒ ทาง โดยใช้โทรศัพท์ โทรสาร ไปรษณีย์
อิเล็กทรอนิกส์ หรือจดหมาย เป็นต้น
          ลักษณะของการศึกษาทางไกล 
         1. การเรียน- การสอน การศึกษาทางไกลต้องอาศัยครู และอุปกรณ์การสอนที่สามารถใช้สอนนักเรียนได้มากกว่า ๑ ห้องเรียน และได้ในหลายสถานที่ เช่น วิชาพื้นฐาน ทำให้ไม่ต้องจ้างครูและซื้ออุปกรณ์สำหรับการสอนในวิชาเดียวกันของแต่ละแห่ง และครูสามารถเลือกให้นักเรียนแต่ละแห่งถามคำถามได้ เนื่องจากแต่ละห้องมีขนาดไม่ใหญ่นัก และจำนวนนักเรียนก็มีไม่มากนัก โดยมีอุปกรณ์ช่วยในการโต้ตอบ เช่น ไมโครโฟน กล้องวีดิทัศน์ และจอภาพ เป็นต้น
         2. การถาม - ตอบ หากนักเรียนมีปัญหาข้อสงสัย อาจสามารถถามครูได้โดยผ่านโทรศัพท์ หรือผ่านกล้องโทรศัพท์ หรือผ่านกล้องวิดีทัศน์ในระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) ในขณะที่เรียน หรือส่งโทรสาร ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ์ไปถามได้ในภายหลัง หรือครูอาจจะนัดเวลาเป็นการเฉพาะเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถาม การถามตอบในลักษณะนี้ จะทำให้ครูจะมีเวลามากขึ้นในการค้นคว้าเพื่อส่งคำตอบกลับไปให้ทำเรียนในภายหลัง
         3. การประเมินผล ผู้เรียนสามารถส่งการบ้านและการทดสอบได้้ทางไปรษณีย์ โทรสาร หรือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ทั้งนี้รูปแบบและวิธีการประเมินผลจะต้องได้รับการออกแบบเฉพาะ หรืออาจจะใช้การประเมินผลในรูปแบบปกติในห้องเรียน (ให้ผู้เรียนไปทดสอบ ณ สถานที่ที่จัดไว้ไห้) เพื่อผสมผสานกันไปกับการเรียนทางไกล

แหล่งที่มา : http://www.st.ac.th/av/inno_distance.htm

8 เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปี 2014

ในปี 2013 ที่ผ่านมามีผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้นมากมาย และในปี 2014 ที่กำลังจะมาถึงยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ และผลิตภัณฑ์รุ่นต่อยอดจากรุ่นเก่ารอคอยที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเสียที ซึ่งเราไปดูกันซิว่า 10 เทรนด์เทคโนโลยีของปี 2014 จะมี “ของเล่นใหม่” ใดที่น่าสนใจบ้าง 
1. Google Glass และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สวมใส่
Wearable-Computing
Google ให้คำมั่นว่า Google Glass จะเปิดวางขายจริงให้กับประชาชนทั่วไปในสหรัฐอเมริกาในปี 2014 นี้ ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายอย่างยิ่งว่าแว่นตาอัจฉริยะนี้จะได้รับความนิยมมากน้อยเพียงใด และเมื่อ Google กล้าคิดกล้าทำ บริษัทไอทีชั้นนำรายอื่นๆก็ไม่น้อยหน้าก็เตรียมเดินหน้าพัฒนาแก็ดเจ็ตสวมใส่กันอย่างคึกคักเช่นกัน ทั้ง Samsung, LG และ Apple

2. iPhone และ iPad จะใหญ่ขึ้น
iphone-and-ipad-bigger
จากพฤติกรรมของผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่ตอบรับกับหน้าจอขนาด 5 นิ้วขึ้นไป หรือที่เรานิยามกันว่า Phablet (แฟ็บเล็ต) ส่งผลให้มีเสียงเรียกร้องให้ Apple หันมาสนใจการทำ iPhone ขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้นบ้าง ซึ่งก่อนจะสิ้นปี 2013 ก็เริ่มมีข่าวเล็ดลอดว่าiPhone 6 จะมีหน้าจอใหญ่ขึ้น แต่จะเป็นขนาดใดรระหว่าง 4.4 – 5.7 นิ้ว ตอนนี้ยังไม่มีใครตอบได้
ขณะเดียวกัน iPad ก็จะพัฒนาให้ใหญ่ขึ้นเช่นกัน จากเดิมที่คงขนาด 9.7 นิ้วก็จะถูกอัพไซส์ไปเป็นขนาด 12 นิ้ว เพื่อให้แท็บเล็ตสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ใกล้เคียงกับโน๊ตบุค และจะมีน้ำหนักเบากว่ามาก

3. Smartwatch
smartwatch-2014-trend
ในปี 2013 เราได้เห็นความพยายามจากหลายค่ายไอทีชั้นนำที่จะผลักดันให้ Smartwatch สามารถตอบโจทย์ผูู้ใช้ทั่วไปแทนที่การใช้สมาร์ทโฟน แต่เนื่องจากแอพพลิเคชั่นจำนวนมากยังไม่รองรับการใช้งานควบคู่กับ Smartwatch และฟีเจอร์โดยทั่วไปยังวนเวียนอยู่เพียงการแจ้งเตือน ฉะนั้นในปี 2014 จึงเป็นโอกาสที่หลายค่ายที่เปิดตัว Smartwatch ไปแล้วอย่าง Samsung, Sony และ Pebble จะได้ต่อยอดอุปกรณ์สวมใส่ ขณะเดียวกันเราก็จะได้เห็น Smartwatch จาก Google และApple เปิดตัวอย่างเป็นทางการเสียที

4. Windows 8.2 กับการกลับมาอย่างเต็มรูปแบบของปุ่ม Start
windows-8.2
หลังจาก Windows 8 โดนโจมตีอย่างหนัก โดยเฉพาะการขาดหายไปของปุ่ม Start ทำให้ไมโครซอฟท์เร่งพัฒนาโอเอส Windows 8.1พร้อมนำปุ่ม Start กลับมาประจำการเช่นเดิม แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่สามารถเรียกใช้งานเมนูต่างๆได้เหมือนก่อน อย่างไรก็ดีคาดว่าในปี 2014 จะโอเอสใหม่อย่าง Windows 8.2 เกิดขึ้น พร้อมพัฒนา Modern UI ให้การใช้งานง่าย สะดวกสบายต่อผู้ใช้

5. Chrome OS จะมีลักษณะคล้าย Windows มากขึ้น
chome-os-2014
ในปี 2014 คอมพิวเตอร์ Chromebook และระบบปฏิบัติการ Chrome OS จะเข้ามามีบทบาทในตลาดโน๊ตบุคมากขึ้น เนื่องจาก Google ตั้งเป้าพัฒนาแอพพลิเคชันแบบออพไลน์สำหรับ Chrome OS มากขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพบน Chromebook ตลอดจนแท็บเล็ตแบบไฮบริดรุ่นใหม่

6. Oculus Rift VR Headset อุปกรณ์ที่จะเปลี่ยนประสบการณ์การเล่นเกมแบบใหม่
Oculus-Rift-VR-Headset
Oculus Rift VR Headset เปิดตัวไปเมื่องาน CES 2013 อุปกรณ์สวมใส่คล้ายแว่นตาขนาดใหญ่ที่จะช่วยเพิ่มมุมมองได้มากถึง 110 องศา สามารถเปลี่ยนมุมมองได้เองตามการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน พร้อมแสดงภาพในรูปแบบ 3 มิติด้วย ซึ่งในปี 2014 เป็นโอกาสาอันดีที่จะเกิดเกมใหม่ๆ หรือการพัฒนาเกมเก่าต่างๆ ให้รองรับกับการใช้งาน Oculus Rift VR Headset ได้

7. Ultrabook ที่มากับกล้องเว็บแคมแบบ 3 มิติ
ultrabook-3d-web-cam
ช่วงปีที่ผ่านมาได้มีการพัฒนากล้อง Senz3D ขึ้น เพื่อการใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ แต่การจะใช้ร่วมกับคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคผู้ใช้จะต้องติดตั้งกล้องขนาดใหญ่ด้านบนหน้าจอของพวกเขา อย่างไรก็ตามในปี 2014 จะเป็นครั้งแรกของ Ultrabook และแท็บเล็ตจะมีการติดตั้งกล้องแบบ 3 มิติมาให้ในตัวด้วยเลย
8. สมาร์ทโฟนหน้าจอความละเอียดสูง และหน้าจอโค้งงอมากขึ้น
ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าสมาร์ทโฟนมีการพัฒนาด้านความละเอียดหน้าจอให้เพิ่มสูงขึ้นเสมอๆ ซึ่งในปี 2014 ก็เช่นกัน เราจะเห็นว่าทั้ง Samsung Galaxy S5, LG G3 หรือ iPhone 6 ต่างมีข่าวเรื่องการเพิ่มความละเอียดเดิมไปอยู่ในระดับ 2K (2560 x 1440 พิกเซล) ก่อนพัฒนาไปสู่ระดับ 4K ในปี 2015 ขณะเดียวกันสมาร์ทโฟนแบบหน้าจอโค้งงอจะถูกเปิดตัวมากขึ้น โดยมีผู้นำเทรนด์อย่าง Samsung และ LG
smartphones-curves

แหล่งที่มา : http://www.arip.co.th/tech-trend-2014/

นวัตกรรมและเทคนิควิธีการทางการศึกษา

นวัตกรรมและเทคนิควิธีการทางการศึกษา
การนำเทคโนโลยีในรูปของเครื่องมือและเทคนิควิธีการ (Techniques) หรือ กระบวนการ (Processes) ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านการบริหารจัดการทางการศึกษาเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากการใช้เพื่อการเรียนการสอนเท่านั้น เครื่องมือและเทคนิควิธีการ หรือกระบวนการต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการบริหารจัดการทางด้านการศึกษา หรือการสร้างสถานการณ์ของการเรียนการสอนที่ต่างไปจากปัจจุบันที่กระทำอยู่เป็นปกติวิสัยเรียกได้ว่าเป็น "Education Innovation" หรือ "นวัตกรรมทางการศึกษา" และในการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพ (Quality Improvement Plan) หรือ QI Plan สำหรับสถานศึกษาจึงควรนำนวัตกรรมทางการศึกษามาใช้
นักการศึกษาไทยในอดีตได้แปลคำว่า Innovation เป็นภาษาไทยแตกต่างกัน เช่น แปลว่า "นวกรรม" และ "นวัตกรรม" เป็นต้น ทั้งนี้หมายถึง "Innovation" ในภาษาอังกฤษนั่นเอง ในปัจจุบันคำแปลเป็นภาษาไทยได้กำหนดเป็นที่ยอมรับแล้วให้ใช้คำว่า "นวัตกรรม " การกำหนดว่าอะไรเป็น "นวัตกรรม" นั้นมีหลักในการพิจารณาได้ดังนี้
1. เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน การใช้เทคโนโลยีที่ไม่เคยมีมาก่อนไม่ว่าจะเป็นรูปของการใช้เครื่องมือหรือ Mediaware ร่วมกับเทคนิควิธี (Techniques) หรือ เฉพาะเทคนิควิธีอย่างเดียวในการจัดสถานการณ์การเรียนการสอน ถือได้ว่าเป็น Educational Innovation อย่างหนึ่ง
2. เป็นสิ่งสำคัญที่มีอยู่แล้วแต่มิได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษามาก่อน แต่ต่อมาได้นำมาใช้ทางการศึกษาถือว่าเป็น Educational Innovation เช่นกัน
3. เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว และเคยนำมาใช้ทางการศึกษาแล้วไม่ได้รับความนิยมในช่วงเวลาหนึ่ง ได้นำกลับมาใช้อีกครั้งในเงื่อนไขและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ก็ถือว่าเป็น Educational Innovation
4. เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วและใช้อยู่อย่างได้ผลดีในสังคมอื่น หรือประเทศอื่น แล้วนำมาใช้ในอีกสังคมหนึ่งหรืออีกประเทศหนึ่ง ถือว่าเป็น Educational Innovation
5. เป็นการพัฒนาปรับปรุงรูปแบบของเทคนิควิธีที่มีอยู่หรือสื่อที่มีอยู่ในลักษณะต่างจากต้นแบบเพื่อใช้ในการศึกษาให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี ก็ถือว่าเป็น Educational Innovation อีกเช่นกัน
จากหลักเกณฑ์ข้างต้นสามารถวิเคราะห์ได้ว่า Educational Innovation ส่วนมากเป็นการนำของเดิมที่มีอยู่แล้วนำมาใช้อย่างเหมาะสมให้มีประสิทธิภาพทางการศึกษา สำหรับการคิดสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนทั้งในรูปแบบของวิธีการและเครื่องมือเป็นการส่งเสริมให้มีความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ซึ่งไม่สามารถจะสร้างให้เกิดขึ้นได้ทุกคน ในสภาพการณ์ปัจจุบันทั้งเครื่องมือและวิธีการที่ใช้ในการสอนหรือฝึกคน มีมากเพียงพอกับความต้องการ สิ่งที่ขาดคือความสามารถในวิธีการใช้เครื่องมือและวิธีการที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และคุ้มค่ากับการลงทุน และในการพิจารณาถึงนวัตกรรมมักมองถึงสิ่งที่เป็นเครื่องมือหรือวัตถุเป็นสำคัญ โดยมักจะมองข้ามเทคนิควิธีการหรือกระบวนการไป ซึ่งเทคนิควิธีการหรือกระบวนการนั้นก็เป็นนวัตกรรมที่มีคุณค่าได้เช่นกัน ซึ่งอาจไม่ต้องใช้เงินลงทุนในการนำมาใช้เลยก็ได้


นวัตกรรมกับเทคนิควิธี
นวัตกรรม (Innovation) และ เทคนิควิธีการ (Techniques) หรือ กระบวนการ (Processes) มีความสัมพันธ์กันมาก ในการศึกษาวิชาเทคโนโลยีทางการศึกษาจะเป็นการศึกษาเรื่องของการใช้วัสดุ (Software) อุปกรณ์ (Hardware) ซึ่งมีลักษณะเป็นการใช้เครื่องมือ หรือ Mediaware และรวมถึงการใช้เทคนิควิธีการ (Techniques) ต่าง ๆ ที่จะทำให้การทำงานบรรลุจุดมุ่งหมาย นวัตกรรมการศึกษาเป็นการนำเอาเทคนิควิธีการ และเครื่องมือ หรือ Mediaware ที่มีอยู่และสร้างขึ้นใหม่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษา และเทคนิควิธีการที่เป็นกระบวนการ หรือระบบการสอนซึ่งมีพื้นฐานทางด้านหลักการและทฤษฎีทางการเรียนรู้ วิธีการเชิงระบบ และการสื่อสาร เพื่องานการศึกษา ซึ่งมีทั้งการเรียนการสอน การบริหารจัดการ ลักษณะหนึ่งของนวัตกรรมทางการศึกษานั้น ต้องมีความทันสมัยอยู่เสมอ นวัตกรรมทางการศึกษาเมื่อ 5-10 ปี ที่ผ่านมาอาจไม่ใช่นวัตกรรมทางการศึกษาในปัจจุบันก็ได้ เนื่องจากเวลาที่เปลี่ยนไปทำให้นวัตกรรมที่เป็นของใหม่ในช่วงเวลาหนึ่งกลายเป็นของเก่าในอีกช่วงเวลาหนึ่งและจะแปรสภาพไป
คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา
นวัตกรรมทางการศึกษาในปัจจุบันส่วนมากเป็นการนำเอา Computer เข้ามามีส่วนในการเรียนการสอน การบริหารและการจัดการ (Computer-assisted Instruction หรือ CAI และ Computer-managed Instruction หรือ CMI) ในทางการศึกษา Computer นอกจากได้นำมาเป็นเนื้อหาวิชาในการเรียนการสอนเกี่ยวกับตัว Computer เองแล้วยังได้นำมาใช้ในฐานะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง เช่น นำมาใช้ช่วยการสอน (CAI) ได้แก่บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และนำมาใช้ในการบริหารและการจัดการ (CMI) ได้แก่ การทำกำหนดการและตารางเรียน ใช้บันทึกข้อมูลและตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว ในการจัดทำงบประมาณ ใช้ในการผลิตเอกสาร และใช้ในการวางแผนและออกแบบการสอนที่ต้องใช้ Computer มีส่วนร่วม หรือใช้คอมพิวเตอร์เป็นฐานของการสอน (Computer-based Instruction) เช่น สื่อประสม (Multimedia) หรือ E-learning และ Web-based Instruction รวมทั้ง Computer-assisted Learning (CML) และ Computer-managed Learning (CML) เป็นต้น การนำเอา Computer มาใช้ในการศึกษาจะเหมือนกับนวัตกรรมประเภทอื่น ๆ เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ Computer ได้รับการปรับปรุงหรือดัดแปลง ทดสอบ ทดลอง จนได้ผลและนำมาใช้จนเป็นปกติวิสัยแล้ว Computer จะไม่ใช่นวัตกรรมอีกต่อไปแต่จะกลายเป็นเทคโนโลยี

นวัตกรรมกับเทคโนโลยี
ฉะนั้น เมื่อนวัตกรรมถูกใช้จนเป็นปกติวิสัยแล้วจะกลายเป็นเทคโนโลยีไปอีก และจะเป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ ไป ในวงการของการศึกษาและอุตสาหกรรม รวมทั้งวงการอื่น ๆ จึงมักจะใช้คำว่า Innovation ควบคู่ไปกับ Technology การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้าไปใช้ในสถานศึกษาส่วนมากจะเริ่มจากการนำไปใช้ในสำนักงานเพื่อการบริหารจัดการให้มีความเข้มแข็งก่อน แล้วจึงสามารถสร้างระบบงานและการใช้เทคโนโลยีไปสู่ชั้นเรียนหรือกระบวนการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ การใช้เทคโนโลยีในสำนักงานของสถานศึกษาและการใช้เทคนิควิธีหรือกระบวนการใหม่ ๆ ในการทำงานเป็นนวัตกรรมของระบบการศึกษาทั้งสิ้น นวัตกรรมเหล่านั้นอาจมีทั้งผลดีและสร้างผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ได้อีกเช่นกัน
กระบวนการของการเผยแพร่และยอมรับนวัตกรรมเพื่อนำไปใช้เพื่อการศึกษา จึงเป็นศาสตร์ที่สำคัญอีกแขนงหนึ่งสำหรับนักเทคโนโลยีการศึกษาที่ต้องทำความเข้าใจในกระบวนการของการเผยแพร่และการยอมรับนวัตกรรมสำหรับการศึกษา ศาสตร์ดังกล่าวมีการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรระดับปริญาเอก หรือ Ph.D. (Technical Education Technology) หรือ ป.ร.ด. (เทคโนโลยีเทคนิคศึกษา) ภาควิชาครุศาสตร์เทคโนโลยี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และในหลักสูตรของสถานศึกษาบางแห่ง

การพัฒนาคุณภาพการศึกษา
การนำนวัตกรรมมาใช้ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้มีทั้งประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness) ในการทำงานอันนำไปสู่คุณภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม (Quality Improvement)ประสิทธิภาพหมายถึง การทำงานได้ถูกต้องตามระบบ หรือตามกระบวนการอย่างประหยัด ภายใต้สภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่กำหนดไว้อย่างพอดี ส่วนประสิทธิผลหมายถึง การทำงานให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายได้อย่างถูกต้องครบถ้วน และคุณภาพหมายถึง ความเป็นเลิศ (Excellent) หรือพอดีกับความต้องการ (Fit to the Needs) ซึ่งต้องประกอบด้วยทั้งประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ถ้าขาดอย่างหนึ่งอย่างใดจะถือว่าการทำงานนั้นไม่มีคุณภาพ
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพ หรือ Quality Improvement Plan (QI Plan) จึงควรให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมมาใช้กับงานด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพ และนวัตกรรมที่ควรนำมาใช้นั้นควรจะเป็นนวัตกรรมที่อยู่ในรูปแบบของเทคนิควิธีการ หรือ กระบวนการ มากกว่าที่จะเป็นในรูปแบบของเครื่องมือ หรือวัตถุ เพราะนอกจากจะต้องใช้เงินลงทุนมาก หรือเสียดุลการค้าเพราะต้องซื้อจากต่างประเทศแล้ว ยังต้องใช้เวลาสำหรับการปรับปรุง เรียนรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาและสร้างการยอมรับอีกด้วย แต่ถ้าเป็นนวัตกรรมในรูปแบบของเทคนิควิธีหรือกระบวนการนั้น สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ภายใต้บริบทของสังคมไทย หรือสถานศึกษาในแต่ละแห่งได้ นอกจากนั้นอาจไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากเหมือนกับการใช้นวัตกรรมในรูปของเครื่องมือ หรือวัตถุ ดังนั้นในการวางแผนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา หรือ QI Plan จึงควรหันมาให้ความสนใจกับนวัตกรรมในรูปของเทคนิควิธีการ หรือกระบวนการดูบ้าง
รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

แหล่งที่มา : http://www.thairath.co.th/content/125165

แท่งเดียวอยู่! ปากกาอัจฉริยะช่วยแปลภาษา


2013-02-10-07
ปากกาอัจฉริยะช่วยแปลภาษา
ในยุคที่โลกไร้พรมแดน ภาษาเป็นเรื่องที่นับได้ว่าสำคัญกับชีวิตประจำของเราแทบทุกคนเลยก็ว่าได้ ยิ่งหนังสือที่ใช้เรียนใช้สอนในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นภาษาต่างประเทศแทบทั้งนั้น ครั้นจะให้อ่านไปเปิดดิกชันนารีไปก็คงจะไม่ไหว คงจะต้องใช้เวลาอ่านกันนานเป็นแน่
 แท่งเดียวอยู่! ปากกาอัจฉริยะช่วยแปลภาษา
ปากกาอัจฉริยะช่วยแปลภาษา
จึงได้มีการประดิษฐ์อุปกรณ์ที่จะช่วยให้การอ่านภาษาต่างประเทศของเราไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป โดย The Ivy Guide เป็นอุปกรณ์ที่น่าทึ่งเอามากๆ มันสามารถติดกับปากกา หรือดินสอ หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายๆ แล้วช่วยแปลตัวหนังสือที่เราเอาเครื่องมือนี้สแกน
แท่งเดียวอยู่! ปากกาอัจฉริยะช่วยแปลภาษา
ปากกาอัจฉริยะช่วยแปลภาษาแท่งเดียวอยู่! ปากกาอัจฉริยะช่วยแปลภาษา
ปากกาอัจฉริยะช่วยแปลภาษา
ส่วนวิธีการชาร์ตแบตก็ทำได้โดยใช้หัว USB ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เพียงเท่านี้ก็ชาร์ตแบตเรียบร้อย ถือเป็นอีกพัฒนาการของเครื่องมือแปลภาษาเลยทีเดียว ถึงแม้จะอยู่ในช่วงทดลองยังไม่ได้นำออกมาใช้งานจริง แต่ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการใช้ชีวิตยุคนี้เลยทีเดียว
แท่งเดียวอยู่! ปากกาอัจฉริยะช่วยแปลภาษา
ปากกาอัจฉริยะช่วยแปลภาษา

แหล่งที่มา : http://teen.mthai.com/lifesgood/hitech/2921.html

ปฏิวัติเทคโนโลยีล้ำๆ ไปกับ Laser Keyboard


 laser-projection-virtual-keychain-keyboard01
ในปัจจุบันนี้มีนวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายจนตามกันแทบจะไม่ทันเลยทีเดียว ล่าสุดได้มีการผลิตคีย์บอร์ดแห่งอนาคตอย่าง Cube Laser Virtual Keyboard ออกมา เรียกได้ว่าล้ำสุดๆเหมือนที่เราเคยเห็นในหนังไซไฟยังไงยังงั้น
  Laser Keyboard
โดยเจ้าคีย์บอร์ดใหม่นี้จะมากับการใช้งานที่เชื่อมต่อกับแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน หรือโน้ตบุ๊ก ด้วยเครื่องฉายภาพขนาดเล็กโดยเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ฉายภาพคีย์บอร์ดแบบ 63 ปุ่ม สามารถใช้งานได้ทุกที่ที่มีพื้นผิวเรียบ วิธีการใช้งานก็เพียงคุณแตะลงไปบนช่องต่างๆ เหมือนกับการพิมพ์คีย์บอร์ดจริงๆ ทุกประการ โดยมันสามารถพิมพ์ได้ที่ความเร็ว 400 ปุ่มต่อนาที
 Laser keyboard
และที่สำคัญคือมันสามารถวาดนิ้วไปบนภาพที่ฉายเพื่อใช้งานแทนเมาส์ได้อีกด้วย ซี่งก็มีจำหน่ายจริงแล้วบนอินเตอร์เน็ตในราคา 149.99$ เท่านั้น
 แหล่งที่มา : http://teen.mthai.com/lifesgood/hitech/2847.html

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

WebQuest

          การออกแบบ WebQuest ที่ดีจะต้องทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ชี้แนะ
และผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ มีทางเลือกและแนวทางยืดหยุ่น
สำหรับผู้เรียนที่จะหาคำตอบและแสวงหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ และเอื้อต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ระหว่างผู้เรียน โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 7 ส่วน ดังต่อไปนี้

1 ) ขั้นบทนำ (Introduction)
ในขั้นนี้เป็นขั้นเตรียมผู้เรียนให้พร้อมและให้ข้อมูลพื้นฐานเพื่อเข้าสู่กิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อแสวงหาคำตอบ
โดยทั่วไปจะเป็นการให้สถานการณ์ และให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ในขั้นต่อๆไป ตามที่ออกแบบไว้

2 ) ขั้นภารกิจ (Task)
ขั้นนี้เป็นขั้นการให้งานหรือภารกิจหรือสิ่งที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนเรียนรู้ให้สำเร็จ ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุดของเว็บเควสท์
ซึ่งเป็นภารกิจที่ผู้เรียนจะต้องดำเนินการตามกิจกรรมขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ได้คำตอบ ส่วนนี้เป็นส่วนที่ให้เป้าหมาย
และจุดเน้นสำหรับผู้เรียน หากสนใจรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นภารกิจ สามารถศึกษาเพิ่มเติมจากเว็บไซท์
http://webquest.sdsu.edu/taskonomy.html

3 ) ขั้นแหล่งข้อมูล (Information Resources)
ขั้นนี้เป็นการให้แหล่งข้อมูลที่จำเป็นสำหรับทำภารกิจในขั้นที่สองให้สำเร็จ เป็นแหล่งข้อมูลที่มีบน World Wide Web
และที่ครูผู้ชี้แนะจัดเตรียมประกอบไว้เพิ่มเติม เพื่อว่าผู้เรียนจะสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาแก้ปัญหาที่ได้รับมอบหมาย
ให้หาคำตอบได้

4 ) ขั้นกระบวนการ (Process)
ขั้นนี้เป็นขั้นการชี้แนะว่าผู้เรียนจะต้องมีกระบวนการและกิจกรรมใดบ้างเพื่อให้บรรลุภารกิจที่วางไว้ โดยให้ผู้เรียน
มีความคิดสร้างสรรค์ด้วย มีกิจกรรมที่นำไปสู่ความคิดขั้นวิเคราะห์ ขั้นสังเคราะห์ และขั้นประเมินผล กิจกรรมนั้น
ควรที่จะเน้นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) และกระบวนการเรียนแบบร่วมมือ
(Collaborative Learning) กระบวนการเหล่านี้จะต้องแตกย่อยให้เป็นขั้นตอนที่แน่นอนชัดเจน
5) ขั้นให้คำแนะนำ (Guidance)
ขั้นนี้เป็นขั้นให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลว่าเป็นอย่างไร ในขั้นนี้อาจนำเสนอในรูปแบบของคำถามที่ต้องการ
ให้หาคำตอบ หรือใบงานที่ต้องการให้ทำให้สมบูรณ์ นอกจากนี้ อาจเป็นตารางเวลา หรือแผนที่ ฯลฯ

6) ขั้นประเมินผล (Evaluation)
ในขั้นนี้ ควรกำหนดวิธีการประเมินไว้ เทคนิควิธีของเว็บเครสท์นั้น ผู้เรียนแต่ละคนอาจได้เรียนรู้เนื้อหาไม่เหมือน
กันหมดทุกอย่าง ดังนั้นจะต้องมีการกำหนดเกณฑ์การประเมิน (Evaluation Rublics) โดยพัฒนาตามวัตถุประสงค์
ของหลักสูตรและง่ายต่อความเข้าใจของผู้เรียน เป็นขั้นการประเมินว่าผู้เรียนสามารถหาคำตอบและบรรลุวัตถุประสงค์
ที่ตั้งไว้เพียงใด จะเน้นการวัดผลอย่างแท้จริง (Authentic Assessment) ซึ่งอาจเป็นในรูปของการประเมินเชิงมิติ
(Rubrics) ที่มีการวางเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ชัดเจน ตัวอย่างการประเมินอย่างแท้จริง เช่น การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน
(Portfolio) ซึ่งสะสมงานทั้งหมดที่ได้จากกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน การสร้างแผนที่มโนมติ (Concept-map)
ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงความคิดที่หลากหลาย การเรียนรู้โดยการแก้ปัญหา (Problem based Learning) การเรียนรู้
โดยอาศัยโครงงาน (Project-based Learning) ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่สำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้บน
WebQuest การประเมินผลอย่างแท้จริงในสภาพจริง เป็นสิ่งที่สำคัญของการเรียนรู้ เป็นการประเมินกระบวนการ
การประเมินผลการปฏิบัติงาน มากกว่าการวัดเพียงความรู้ ความจำ

7) ขั้นสรุป (Conclusion)
ขั้นนี้เป็นขั้นให้ผู้เรียนทำการสรุปความคิดรวบยอดที่ผู้เรียนหรือกลุ่มผู้เรียนได้ช่วยกันแสวงหาความรู้ หาคำตอบ
และสร้างองค์ความรู้ขึ้นมา ทั้งนี้ขั้นสรุปนี้ควรเป็นขั้นที่ทำให้ผู้เรียนตระหนักว่าเขาควรจะเรียนรู้อะไรและแม้แต่กระตุ้น
ให้ผู้เรียนหาความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในด้านนั้นๆ ต่อไปอีก

แหล่งที่มา : http://www.sahavicha.com/?name=article&file=readarticle&id=1494

คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)

   คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI)
ความหมาย
        หมายถึง วิถีทางของการสอนรายบุคคลโดยอาศัยความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่จะจัดหาประสบการณ์ที่มีความสัมพันธ์กัน มีการแสดงเนื้อหาตามลำดับที่ต่างกันด้วยบทเรียนโปรแกรมที่เตรียมไว้อย่างเหมาะสม
        หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์เพื่อทำการถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือความรู้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับผู้เรียนในห้องเรียนมากที่สุด โดยนำเสนอสื่อประสม (Multimedia) ได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว กราฟิก แผนภูมิ วีดีทัศน์และเสียง โดยจะนำเสนอเนื้อหาทีละจอภาพ ซึ่งเนื้อหาในคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จะได้รับการถ่ายทอดในลักษณะที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับธรรมชาติและโครงสร้างของเนื้อหา
        Association for Education Communications and Technology (1994 : 324) ให้ความหมายว่า้ดังนี้
        1. เทคนิคการเรียนรู้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้และจดจำ   
        2 เทคนิคการเรียนรู้กับคอมพิวเตอร์จะต้องมีการสอนผู้เรียนอย่างจริงจัง และคอมพิวเตอร์จะต้องมีการบรรจุโปรแกรมช่วยสอน คำแนะนำ การควบคุมและทดสอบผู้เรียน จนกระทั่งได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ
     หลักการของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประกอบด้วย
        1. ใช้เป็นรายบุคคล (Individualized)
        2. มีการตอบโต้อย่างทันที (Immediate Feedback)
        3. เป็นกระบวนการติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียน (Track Learners Process) 
        4. ปรับให้ทันสมัยได้ง่าย (Each of Updating)
        5. โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่สามารถทำงานได้ทุกอย่าง ด้วยเหตุนี้จึงนำมาเพียงเพื่อช่วยสอนเท่านั้น
        6. การเขียนโปรแกรมที่ดีต้องอาศัยความชำนาญอย่างมาก

     ประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
        1. บทเรียน (Tutorial) เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นมาในลักษณะของบทเรียนโปรแกรมที่เสนอเนื้อหาความรู้เป็นส่วนย่อย ๆ เลียนแบบการสอนของครู
        2. ฝึกทักษะและปฏิบัติ (Drill and Practice) ส่วนใหญ่ใช้เสริมการสอน ลักษณะที่นิยมกันมากคือ การจับคู่ ถูก-ผิด เลือกข้อถูกจากตัวเลือก
        3. จำลองแบบ (Simulation) นิยมใช้กับบทเรียนที่ไม่สามารถทำให้เห็นจริงได้
        4. เกมทางการศึกษา (Educational Game)
        5. การสาธิต (Demonstration) นิยมใช้ในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
        6. การทดสอบ (Testing) เป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
        7. การไต่ถาม (Inquiry) ใช้เพื่อการค้นหาข้อเท็จจริง ความคิดรวบยอด
        8. การแก้ปัญหา (Problem Solving) เน้นการให้ฝึกการคิดการตัดสินใจ
        9. แบบรวมวิธีต่าง ๆ เข้าด้วย (Combination) โดยประยุกต์เอาวิธีสอนหลายแบบมารวมกันตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ



แหล่งที่มา : http://www.st.ac.th/av/inno_cai.htm